เมื่อเผชิญหน้ากับภาวะสมองเสื่อม - หัวใจยังรัก แต่รักเปลี่ยนไป:

ความรักและความผูกพันที่ไม่มีวันจางหาย
ภาวะสมองเสื่อม ไม่ว่าจะเริ่มจาก ภาวะการสูญเสียการรู้คิดเล็กน้อย (MCI) หรือลุกลามไปสู่โรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมอื่น ๆ ย่อมส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทุกแง่มุมของความสัมพันธ์ [ref] อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือ "ความต้องการความรักและความผูกพัน" (Love and Affection) ของผู้ป่วย [ref]
การดูแลผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้หมายถึงการยอมรับว่าความสัมพันธ์ของคุณกำลังเปลี่ยนไป แต่ก็หมายถึงการค้นพบวิธีการใหม่ ๆ ในการแสดงความรู้สึกและความผูกพันที่ยังคงอยู่ด้วยเช่นกัน
1. การเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์คู่รัก: บทบาทและความใกล้ชิดที่แตกต่างไปโรคอัลไซเมอร์ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์คู่รักในหลายมิติทั้ง
บทบาทที่ต้องสลับกัน (Role Changes) ในคู่ชีวิตที่ใช้ชีวิตร่วมกันมานาน บทบาทต่าง ๆ อาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
- การเงินและงานบ้าน: คู่สมรสอาจต้องรับหน้าที่ที่เดิมผู้ป่วยเคยดูแล เช่น การจัดการการเงิน การตัดสินใจด้านกฎหมาย หรือการดูแลจัดการบ้านทั้งหมด ความรับผิดชอบเหล่านี้อาจทำให้รู้สึกหนักอึ้ง ซึ่งการขอความช่วยเหลือจากครอบครัวหรือผู้เชี่ยวชาญเป็นเรื่องที่จำเป็น
- ความสับสนในบทบาท: เมื่อบทบาทบางอย่างเปลี่ยนไป แต่บางอย่างยังคงอยู่ อาจทำให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติตัว ซึ่งต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจและปรับตัวเพื่อให้รู้ว่าใครควรทำอะไร
ความสัมพันธ์ทางเพศและความใกล้ชิด (Intimacy and Sexuality) โรคสมองเสื่อมสามารถเปลี่ยนแปลงความสนใจทางเพศได้ โดยอาจลดลงหรือเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ
- ความต้องการที่แตกต่าง: ผู้ป่วยบางรายอาจมีความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้นและเรียกร้องมากกว่าปกติ ซึ่งอาจสร้างปัญหาให้กับคู่รักที่ไม่ได้ต้องการ
- ความเสน่หาที่ไม่เหมาะสม: ผู้ป่วยอาจแสดงความรักใคร่เกินควรในเวลาหรือสถานที่ที่ไม่เหมาะสม หากเกิดเหตุการณ์นี้ การอธิบายถึงผลกระทบของโรคให้กับผู้เกี่ยวข้องจะช่วยสร้างความเข้าใจได้
ความใกล้ชิดทางกายภาพยังคงสำคัญ
ความต้องการความใกล้ชิดทางกายภาพไม่ได้หายไป รูปแบบการแสดงความใกล้ชิดนี้มีได้หลากหลาย ตั้งแต่การจับมือ การโอบกอด การลูบหลัง ไปจนถึงการมีเพศสัมพันธ์ แม้ว่าความสัมพันธ์ทางกายภาพจะเปลี่ยนไป แต่คู่รักหลายคู่ก็ยังสามารถรักษาความใกล้ชิดทางอารมณ์และกายภาพไว้ได้นานหลายปี
_____________________________________________
2. ผลกระทบต่อครอบครัวและเพื่อน: คลื่นอารมณ์ที่ต้องเผชิญ
ความเครียดและความขัดแย้งภายในครอบครัว การดูแลผู้ป่วยสามารถสร้างความเครียดใหม่ ๆ ให้กับคนในครอบครัว
- ความไม่เข้าใจและการขาดความช่วยเหลือ: สมาชิกในครอบครัวคนอื่นอาจไม่ยอมรับการเจ็บป่วยนี้ หรือบางคนอาจไม่สามารถช่วยเหลือได้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทำให้ผู้ดูแลหลักรู้สึกไม่พอใจ
- การถกเถียง: อาจมีความขัดแย้งในการตัดสินใจเรื่องการเงินและการดูแล
- การแก้ไขปัญหา: เป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากมีการจัดประชุมครอบครัว (Family Meeting) เพื่อยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้น แบ่งปันความรับผิดชอบ และสื่อสารอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ใครรู้สึกถูกทอดทิ้ง
ความรู้สึกร่วมที่ผู้ดูแลและครอบครัวมักพบ
- อารมณ์ที่ซับซ้อน เช่น ความรู้สึกผิด ความเศร้าโศก และความโกรธ เป็นเรื่องปกติ
- ความรู้สึกผิด (Guilt): รู้สึกผิดที่เคยปฏิบัติต่อผู้ป่วยไม่ดีในอดีต หรือรู้สึกผิดที่ไม่สามารถดูแลผู้ป่วยที่บ้านได้ตลอดไปตามที่เคยให้สัญญาไว้
- ความเศร้าโศกและการสูญเสีย (Grief and Loss): นี่คือการตอบสนองต่อการสูญเสียคนที่เราเคยรู้จัก และสูญเสียอนาคตที่เคยวางแผนไว้ร่วมกัน ความเศร้าโศกนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวและอาจไม่ได้ลดลงตามกาลเวลาเสมอไป [ref]
- ความโกรธ (Anger): รู้สึกโกรธที่ต้องเป็นผู้ดูแล โกรธคนอื่นที่ไม่ช่วย โกรธพฤติกรรมที่ยากลำบากของผู้ป่วย หรือโกรธบริการสนับสนุน
ข้อควรจำ: หากคุณรู้สึกโกรธจนถึงขั้นรู้สึกอยากทำร้ายผู้ป่วย
หรือกังวลว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้ให้คำปรึกษาทันที
อย่าลืม "เด็กและวัยรุ่น" ในครอบครัว
เมื่อความสนใจส่วนใหญ่มุ่งไปที่ผู้ป่วย เด็กและวัยรุ่นอาจถูกละเลย หรือไม่ได้รับการอธิบายเรื่องโรคอย่างเหมาะสม
- ความกลัวในเด็กเล็ก: เด็กเล็กอาจกลัวว่าตนเองจะติดโรค หรือคิดว่าตนเองเป็นสาเหตุของโรค
- ความขุ่นเคืองในวัยรุ่น: วัยรุ่นอาจรู้สึกไม่พอใจที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น หรือรู้สึกอับอายที่พ่อแม่/ปู่ย่าตายายมีพฤติกรรมที่แปลกไป
- วิธีช่วยเหลือ: ควรให้ความมั่นใจแก่เด็กว่าโรคนี้ไม่ติดต่อ ให้คำอธิบายที่ตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางบุคลิกภาพและพฤติกรรม และสนับสนุนให้พวกเขาได้พูดคุยกับที่ปรึกษาหรือเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุน
_____________________________________________
3. กลยุทธ์ในการรับมือ: สร้างความสุขและวางแผนอนาคต
1. ขอความช่วยเหลืออย่างชัดเจน: รวมญาติพี่น้องมาพูดคุยและสอบถามว่าพวกเขาเต็มใจจะช่วยอะไรบ้าง [ref]
ให้แนวคิดและข้อเสนอแนะ แทนที่จะคิดว่าพวกเขาจะรู้ว่าคุณต้องการอะไร
2. ตระหนักถึงความเครียดของตนเอง: ยอมรับว่าคุณกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ตึงเครียด และชมเชยตัวเองในสิ่งที่ทำสำเร็จ อย่าปล่อยให้ผู้ป่วยใช้พลังงานทั้งหมดของคุณ จนลืมดูแลตัวเอง
3. สื่อสารและอัปเดตข้อมูลครอบครัว: โทรศัพท์พูดคุยกับสมาชิกแต่ละคน หรือเขียนจดหมายข่าวครอบครัวเพื่อแจ้งข้อมูลอัปเดต การเปิดช่องทางการสื่อสารไว้จะช่วยให้พวกเขายินดีที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยมากขึ้น
4. อย่าปล่อยให้โรคเข้าครอบงำ:โรคสมองเสื่อมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณและคู่ของคุณ แต่ "ไม่ใช่ทั้งหมด"
ให้เวลากับกิจกรรมที่นำมาซึ่งความสุข หรือกิจกรรมที่คุณและคู่ของคุณยังสามารถเพลิดเพลินร่วมกันได้ เช่น การเดินเล่น หรือการเดินทาง (ถ้ายังทำได้) กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้คุณได้หลุดพ้นจากบรรยากาศของโรคไปชั่วขณะ
5. วางแผนอนาคตล่วงหน้า: แม้จะกำลังสนุกกับชีวิต แต่ต้องแน่ใจว่าได้วางแผนสำหรับอนาคตด้านการแพทย์และการเงินไว้แล้ว นัดพบทนายความ นักวางแผนการเงิน หรือสมาชิกในครอบครัว เพื่อให้แน่ใจว่าความปรารถนาของทั้งสองฝ่ายได้รับการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
ที่มาของข้อมูล: Understanding how your relationship may change | Alzheimer Society of Canada